หงส์แดง ลิเวอร์พูล

เว็บไซต์ข่าวกีฬาฟุตบอลลิเวอร์พูล ข่าวลิเวอร์พูลล่าสุด ข่าวทีมลิเวอร์พูล ลิเวอร์พูลวันนี้ สำหรับชาวเดอะ ค็อบ เมืองไทย โดยเฉพาะ
หงส์แดง ลิเวอร์พูล

สื่อชี้หงส์เล็งต่อสัญญา ฟาน ไดจ์ค , อลิสซอน

 

    อัพเดทข่าวสารวงการฟุตบอลของทีม ลิเวอร์พูล โดย baccarat369.com  ดิ อินดิเพนเดนท์ สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า ลิเวอร์พูล สนใจที่จะต่อสัญญากับสองนักเตะคนสำคัญอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ มากกว่าที่จะทำเรื่องในการซื้อ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันของทีม อาร์บี ไลป์ซิก ไปร่วมทีม  ข่าวล่าสุดที่เชลซีทำการยื่นข้อเสนอซื้อตัว ติโม แวร์เนอร์ และได้รับการยอมรัยข้อเสนอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่น่าจะทำให้ลิเวอร์พูลต้องการที่จะยื่นข้อเสนอแข่งกับเชลซี ในการคว้าตัวกองหน้าทีมชาติเยอรมันไปร่วมทีม โดยกุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ มองถึงการต่อสัญญาสองผู้เล่นคนสำคัญมากกว่า อีกทั้งในแนวรุกยังมีผู้เล่นอย่าง ดิว็อค โอริกี้ และ ทาคุมิ มินามิโนะ ที่พร้อมที่จะทดแทนสามกองหน้าตัวหลักอย่าง  โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่

ต้องรอต่อไปสำหรับ แวร์เนอร์

   

   บทความลิเวอร์พูลโดยทีมงาน slot thailand ยังไม่มีความชัดเจนสำหรับประเด็นการย้ายทีมของ ทิโม แวร์เนอร์ กองหน้าดาวยิงทีมชาติเยอรมันของทีม อาร์บี ไลป์ซิก โดยตอนนี้ลิเวอร์พูลก็ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป้นทางการเข้าไป โดยเชื่อว่าเหตุผลหลักคือสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ตอนนี้ทีมอื่นๆอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ก็กำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยพร้อมจะยื่นข้อเสนอให้พิจารณาหาลิเวอร์พูลล้มเลิกคว้าตัวกองหน้าทีมชาติเยอรมันไปร่วมทีม

นักวิเคราะห์ฟุตบอล รวมถึงกูรูหลายคนก็ยังเชื่อว่า ลิเวอร์พูล เป็นเต็งหนึ่งในการคว้าตัว แวร์เนอร์ ไปร่วมทีม เพราะนักเตะเองก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ดีที่สุดของยุโรป และถ้ามีโอกาสในการย้ายมาเล่นที่แอนฟิล์ด ก็พร้อมที่จะพิจารณาอย่างแน่นอน สำหรับลิเวอร์พูลเอง กุนซืออย่าง เยอร์เก็น คอปป์ ก็ชื่นชอบในฝีเท้าของนักเตะรายนี้อยู่แล้ว และเชือว่า แวร์เนอร์ จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทีมได้ โดยจะเข้ามาแย่งตำแหน่งกับผู้เล่นอย่าง ซาดิโอ มาเน่ โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ และ โรแบร์โต เฟอร์มิโน่ ซึ่งก็จะทำให้ทีมมีทางเลือกในการเล่นมากขึ้น และทำให้ทีมแช็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

เชื่อว่าในช่วงเดือนมิถุนายนน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ก็ยังเชื่อว่า ลิเวอร์พูล ถ้าจริงจัง และอยากได้จริงๆ ก็น่าจะไม่มีปัญหาในการเซ็นสัญญากับนักเตะรายนี้อย่างแน่นอน เพราะด้วยค่าตัวที่มีค่าฉีกสัญา 51 ล้านปอนด์ ถือว่าเป็นค่าตัวที่สมเหตุสมผล

แวร์เนอร์ ต้องมาหงส์

   

   ข่าวการซื้อขายนักเตะก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในดีลที่น่าสนใจคือกรณีของ ทิโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันของทีมอาร์เบ ไลป์ซิก ที่มีข่าวเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลมาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลปัจจุบันเล่นในระบบ 4-4-3 โดยกองหน้าตรงกลางใช้โรแบร์โต เฟอร์มิโน ซึ่งไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าที่จะผลิตสกอร์ให้กับทีม ดังนั้น เจอร์เก็น คอปป์ จึงต้องการกองหน้าตัวเป้าที่จะมาทำสกอร์ให้กับลิเวอร์พูล ซึ่งแวร์เนอร์คือเป้าหมายอันดับหนึ่ง ผลงานในฟุตบอลบุนเดสลีกาของแวร์เนอร์ถือว่าทำผลงานได้ดีตลอด 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วยทีมให้อยู่ในท็อปโฟร์ของบุนเดสลีกา แต่แน่นอนว่าเมื่อไม่มีความสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้แวร์เนอร์อาจจะต้องหาความท้าทายใหม่ ซึ่งลิเวอร์พูลน่าจะเป็นทีมที่ตอบโจทย์ที่สุด ซึ่งเชื่อว่าในช่วงซัมเมอร์นี้น่าจะมีความคืบหน้าของดีลนี้ และมีโอกาสสูงมากที่จะมีดีลนี้เกิดขึ้น

เรียบเรียงโดย ts911

ลิเวอร์พูล เตรียมสอย ซานโช่ ซัมเมอร์นี้

    โดมินิค คิง นักข่าวชื่อดัง ได้ออกมาเปิดเผยรายงานว่าลิเวอร์พูลได้ติดต่อไปยัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าสนใจคว้าตัว เจดอน ซานโช่ ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ วัย 19 ปี ที่ตอนนี้เนื้อหอมอย่างมาก โดยมีทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  เชลซี  เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ให้ความสนใจ โดยคาดว่า ดอร์ทมุนด์ ต้องการค่าตัวของนักเตะรายนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์

ลิเวอร์พูลกำลังจะได้รับเงินสนับสนุนชุดแข่งก้อนโตจาก ไนกี้ ซึ่งแบรนด์ดังสัญชาติอเมริการายนี้มี ซานโช่ เป็นนักกีฬาในสังกัด ทำให้มีข่าวว่าอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ยักษ์ใหญ่เมอร์ซีย์ไซด์คว้านักเตะไปร่วมทีมได้ โดยซานโช่เป็นเพื่อนกับนักเตะหลายคนทั้ง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์  อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ  จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

สำหรับฤดูกาลนี้ ซานโช่ ลงเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก และ บุนเดสลีก้า 25 นัด ผลงานยิง 14 ประตู จ่าย 15 ครั้ง เขาเหลือสัญญากับ ดอร์ทมุนด์ ถึงปี 2022

 

ช่วงโกยถ้วย!!

   

    ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลในตอนนี้นั้นกำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูนเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูจะดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นผลการแข่งขันของตัวเอง รวมถึงผลการแข่งขันของคู่แข่งแย่งแชมป์ก็ดูจะเข้าทางพวกเขาไปหมด ซึ่งความห่างของคะแนนในตารางพรีเมียร์ลีกตอนนี้นั้นไม่ควรจะเรียกว่าคู่แข่งแย่งแชมป์แล้วด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเลสเตอร์ ซิตี้ หรือว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ตาม เพราะความห่างนั้นมหาศาลเหลือเกิน ซึ่งว่ากันว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้นั้นไม่ไปไหนแน่ อยู่ที่ว่าลิเวอร์พูลจะสามารถทำคะแนนขาดลอยได้ในช่วงไหนเท่านั้น

เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือชาวเยอรมันพาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จไปแล้วในการเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในนัดชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์รายการแรกของเขากับลิเวอร์พูลด้วย แต่เหมือนว่านั่นจะไม่ใช่ถ้วยสุดท้าย แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะดูแล้วฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลน่าจะมีถ้วยแชมป์ติดมืออย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าจะเป็นรายการไหนเท่านั้น และด้วยการที่กุนซือชาวเยอรมันวัย 52 ปีต่อสัญญาฉบับใหม่ไปจนถึงปี 2024 นั้น ทำให้ลิเวอร์พูลมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องจับจากนี้ ไปจนกว่าที่อดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์รายนี้จะออกจากถิ่นแอนฟิลด์เลยทีเดียว ซึ่งการต่อสัญญาครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายก็เป็นได้ หากว่าเขายังไม่หมดไฟ และเบื่อกับการพาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จไปเสียก่อน

หากมองดูศักยภาพ และนักเตะของลิเวอร์พูลในตอนนี้นั้น มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อายุเกิน 30 ปี และน่าจะหมดสภาพในเร็วๆ นี้ มีเพียงเจมส์ มิลเนอร์ นักเตะสารพัดประโยชน์เท่านั้นที่อยู่ในช่วงปลายอาชีพของการค้าแข้งแล้ว แต่ในตอนนี้เขาไม่ต้องรับบทบาทหนักเหมือนก่อนแล้ว โดยเป็นเพียงตัวหมุนเวียนในยามที่นักเตะตัวหลักบาดเจ็บ หรือเหนื่อยล้าเท่านั้น ทำให้เขายังสามารถช่วยทีมได้อีกซักระยะ ส่วนรายอื่นๆ นั้นถือว่าเป็นนักเตะดาวรุ่ง หรือไม่ก็อยู่ในช่วงพีค หรือช่วงที่ดีที่สุดของการค้าแข้งทั้งนั้น เรียกได้ว่าลิเวอร์พูลตอนนี้นั้นกำลังลงตัว และสมบูรณ์สุดๆ แค่เพียงปรับฤดูกาลละเล็กละน้อย ก็สามารถต่อยอดความสำเร็จได้อย่างสบาย เรียกว่าเป็นช่วงโกยถ้วยของพวกเขาก็ว่าได้

 

มาถูกทาง!!

  

  การที่ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ ส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพราะเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ที่ทำให้ทีม “หงส์แดง” กลายเป็นทีมที่แกร่งที่สุดของเกาะอังกฤษในเวลานี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะกุนซือชาวเยอรมันทำให้ลิเวอร์พูลเก่งขึ้นจริงตั้งแต่เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2015 แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องให้เครดิตกับกลุ่มทุนที่เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรอย่างกลุ่มเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ปด้วย ที่นับตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรเมื่อปี 2010 ก็ดำเนินการพาลิเวอร์พูลกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ จนนำมาสู่การเลือกกุนซือที่สุดยอดของทศวรรษอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์เข้ามาคุมทีม ซึ่งเปลี่ยนแปลงทีม “หงส์แดง” ทุกอย่างตั้งแต่นั้นมา

การดำเนินการของลิเวอร์พูลนั้นค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ และมาถูกทางมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเทียบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตอนนี้แล้ว บอกได้เลยว่าลิเวอร์พูลนั้นมีอนาคตที่สดใสกว่ามากในการบริหาร ซึ่งเห็นได้จากการดำเนินการซื้อตัวนักเตะที่ยอดเยี่ยม และปิดดีลได้อย่างรวดเร็ว อย่างดีลของทาคุมิ มินามิโนะ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติญี่ปุ่นที่เจรจาไม่นานก็ลุล่วงทันที ถึงแม้ว่าจะมีการดำดินมาซักพักแล้วก็ตาม แต่พอข่าวหลุดแล้วพวกเขาก็สามารถปิดจ็อบได้ในทันที และการดึงดาวเตะจากเร๊ดบูลส์ ซัลบวร์กรายนี้มาร่วมทีมนั้นถูกมองว่าเป็นการซื้อที่ยอดเยี่ยม เพราะมีค่าฉีกสัญญาที่สุดถูกเพียง 7.25 ล้านปอนด์เท่านั้น แถมยังตอบโจทย์กับระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์ได้อีกด้วย เพราะลิเวอร์พูลมองหาดาวเตะลักษณะนี้มาตลอดตั้งแต่ที่เสียฟิลิเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยนให้กับบาร์เซโลน่า และดาวเตะวัย 24 ปียังสามารถถ่างไปเล่นริมเส้นได้ ซึ่งสามารถเป็นตัวสแตนด์บายแทนที่ของซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ได้ด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ดึงศักยภาพของเขาได้ดีที่สุดก็ตาม แต่อย่างน้อยคล็อปป์ก็สามารถมีตัวหมุนี่จะทดแทน 2 ตัวริมเส้นของทีมได้ในยามที่อยากจะพัก 2 ดาวเตะจากทวีปแอฟริกา การที่ลิเวอร์พูลมีการบริหารที่ดี ทำให้พวกเขามาถูกทาง และกำลังจะกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์พรีเมียร์ลีกได้ และหากยังทำดีอย่างนี้ต่อไป มีโอกาสที่พวกเขาจะครองความสำเร็จยาวตลอดทศวรรษนี้เลยก็เป็นได้

 

ดีกว่า ‘ซาล่าห์’

   

   โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ ถือว่าเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในทันที นับตั้งแต่ที่พวกเขาไปคว้าตัวมาจากโรม่า ทีมดังในอิตาลีด้วยค่าตัวราว 35 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาถือว่ามีช่วงเวลาที่ดีกับการค้าแข้งในอิตาลี ทั้งกับฟิออเรนติน่า และรวมถึงโรม่าด้วย และพอมาอยู่ในมือของเจอร์เก้น คล็อปป์ โม ซาล่าห์ ก็แปลงร่างไปเป็นยอดนักเตะในทันที ซึ่งเขากลายเป็นดาวยิงถล่มประตูในทันที ซึ่งเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้นเขาก็สามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของกุนซือชาวเยอรมันก็ว่าได้ และทำให้ทีม “หงส์แดง” ประสบความสำเร็จอยู่ในทุกวันนี้

แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้นั้นมีนักเตะคนหนึ่งที่มีพัฒนาการดีมาก จนทำให้เขาก้าวขึ้นมาดูเหนือกว่าโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ไปแล้วด้วยซ้ำในตอนนี้ ซึ่งก็คือซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลนั่นเอง ที่ทุกวันนี้เขากลายเป็นจอมถล่มประตูของทีมไปแล้ว ซึ่งหากดูฟอร์มของพวกเขาในฤดูกาลนี้ก็จะไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่มาเน่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ดีที่สุด และสำคัญที่สุดของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ และอาจจะในฤดูกาลต่อๆ ไปด้วย ซึ่งเริ่มมีข่าวลือมาแล้วด้วยว่าจากก่อนหน้านี้ที่เรอัล มาดริดยอดทีมของสเปนมีข่าวว่าจะดึงโม ซาล่าห์ไปร่วมทีม ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นซาดิโอ มาเน่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การที่ซาดิโอ มาเน่ ก้าวขึ้นมาได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลนี้ ทำให้เขาสามารถแบ่งเบาภาระของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ในการทำประตูไปได้มากทีเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลยังคงยอดเยี่ยมจนถึงตอนนี้ด้วย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เขาก็พึ่งจะเบียนโมฮาเหม็ด ซาล่าห์คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกามาครองได้สำเร็จด้วย ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของเขากับรางวัลนี้ เนื่องจาก 2 ปีก่อนหน้านี้เขาได้เป็นเพียงอันดับที่ 2 เท่านั้น ส่วนเจ้าของรางวัล 2 ปีซ้อนก่อนหน้านี้ก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์จากอิยิปต์นั่นเอง โดยผลงานของมาเน่หลังจากย้ายมาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลนี้ก็มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าฤดูกาลที่แล้วจะทำไว้ 26 ประตูก็ตาม

การซื้อที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

  

   นับตั้งแต่ที่เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์เมื่อช่วงปลายปี 2015 ทีมลิเวอร์พูลก็มีพัฒนาการในด้านผลงานในสนามมากขึ้น และด้วยการทำงานของอดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์รายนี้ที่พยายามหานักเตะคนที่ใช่เท่านั้นเข้ามาสู่ทีม ซึ่งหากว่าเล็งนักเตะรายไหนไว้แล้ว เขาจะไม่เปลี่ยนใจไปหาเป้าหมายอื่นง่ายๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นการซื้อที่ยาก และค่าตัวแพงมากก็ตาม และในกรณีของเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังชาวดัตช์ก็เช่นกัน ที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ล็อคเป้าหมายว่าอยากจะได้ตัวมาอย่างยาวนาน จนเกือบมีประเด็นที่ไปติดต่อนักเตะรายนี้ผิดกฏด้วยในตอนนี้ยังค้าแข้งอยู่กับเซาธ์แฮมป์ตัน แต่กุนซือวัย 52 ปีก็รอเวลาที่จะคว้าตัวมาร่วมทีมให้ได้ และสุดท้ายสโมสรก็ยอมทุ่มเงินถึง 75 ล้านปอนด์คว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จในช่วงเดือนมกราคม 2018  ซึ่งกลายเป็นนักเตะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกในตอนนั้นด้วย ก่อนที่จะมาถูกแฮร์รี่ แม็คไกวร์ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษที่ย้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้มาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำลายสถิติดังกล่าวไป ซึ่งตอนนั้นลิเวอร์พูลถูกแฟนบอลทีมอื่นหัวเราะเยาะด้วยซ้ำกับการซื้อดาวเตะรายนี้มาร่วมทีมด้วยค่าตัวขนาดนั้น

หลังจากที่ลิเวอร์พูลได้ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์มาร่วมทีมแล้วนั้น ทีมของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปในทันที ถึงแม้ว่าจะเป็นการย้ายในช่วงกลางฤดูกาลก็ตาม แต่ฤดูกาลนั้นลิเวอร์พูลก็สามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเข้าไปพ่ายให้กับเรอัล มาดริด ทีมแกร่งจากสเปนก็ตาม แต่ก็ทำให้ได้เห็นแล้วว่าเขามีอิทธิพลกับระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์เป็นอย่างยิ่ง และหลังจากนั้นมาทีม “หงส์แดง” ก็กลายเป็นทีมแกร่งของพรีเมียร์ลีกไปในทันทีเมื่อมาลงทุนซื้อนักเตะเพิ่มในช่วงกลางปี 2018 ทั้งอลิสซง เบ็คเกอร์ ฟาบินโญ่ และนาบี เกอิต้าเข้ามา ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้พวกเขาสมหวังในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจนได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ด้วย เมื่อฤดูกาลนี้พวกเขาก็กำลังจะกอบโกยความสำเร็จเข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์มาร่วมทีมเมื่อ 2 ปีที่แล้วนั้นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของลิเวอร์พูล

ไร้พ่าย ใกล้แค่เอื้อม!

     

   ฤดูกาลแข่งขันของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกผ่านครึ่งฤดูกาลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทีมจ่าฝูง และว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้อย่างลิเวอร์พูลยังไม่พบกับความพ่ายแพ้ในฤดูกาลนี้ ทำให้ทั้งแฟนบอล และนักวิเคราะห์หลายๆ คนต่างมองตรงกันว่าทีม “หงส์แดง” มีโอกาสที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ด้วยการไร้พ่ายไม่แพ้ให้กับใครเลยในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้ เหมือนอย่างที่อาร์เซน่อลเคยทำได้เมื่อฤดูกาล 2003-2004 ที่มีอาร์เซน เวนเกอร์เป็นผู้จัดกาทีมในตอนนั้น ที่ทำสถิตไว้โดยชนะ 26 และเสมอ 12 นัด ซึ่งตอนนี้ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ มีโอกาสที่จะทำสถิติแบบไร้พ่ายได้ดีกว่าทีม “ปืนใหญ่” มากทีเดียว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเป็นทีมเดียวในฤดูกาลนี้ที่สามารถแบ่งแต้มจากลิเวอร์พูลได้สำเร็จ โดยเป็นการเสมอกันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 1-1 ซึ่งทีมจ่าฝูงต้องเป็นฝ่ายตามตีเสมอในช่วงท้ายเกมจากอดัม ลัลลาน่า หลังจากที่เสียให้กับมาร์คัส แรชฟอร์ดในครึ่งแรก แต่นอกเหนือจากนัดนี้แล้ว ลิเวอร์พูลสามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่สุดยอดมากๆ ในช่วงที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าว่าทีมไหนจะหยุดพวกเขาได้เลยด้วยซ้ำในฤดูกาลนี้ ซึ่งเหลือเพียงการบุกไปเยือนอิติฮัด สเตเดี้ยมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เท่านั้นที่น่าจะเป็นงานหินที่สุดสำหรับพวกเขาในฤดูกาลนี้ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วทีมของพวกเขาก็บุกไปแพ้มาแล้ว 1-2 และเป็นนัดสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นรองแชมป์เมื่อปีก่อนอีกด้วย

แชมป์พรีเมียร์ลีกที่เหล่า “เดอะ ค็อป” รอคอยมากว่า 30 ปีกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ว่ามันจะสวยงามเป็นอย่างยิ่งหากว่าได้สถิติไร้พ่ายเพิ่มเข้ามาอีกอย่าง ซึงมีความเป็นไปได้สูง หากว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ผ่อนลูกทีมไปเสียก่อนในช่วงท้ายของฤดูกาล ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นสูงด้วย หากว่าลิเวอร์พูลสามารถผ่านเข้ารอบลึกๆ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปได้ และหากว่าคะแนนขาดลอยจนทำให้พวกเขาเป็นแชมป์ไปอย่างรวดเร็วแล้ว การที่จะมีการหมุนเวียนนักเตะ และให้โอกาสกับบรรดาดาวรุ่งในการลงสนามในเวทีพรีเมียร์ลีกน่าจะส่งผลดีกับสโมสรในระยะยาวมากกว่า แต่หากว่าพวกเขาคิดจะใส่เต็มตลอดนั้นโอกาสที่จะไร้พ่ายนั้นมีสูงมากทีเดียวในฤดูกาลนี้

เกมส์ที่มีค่ามากกว่า 3 คะแนน

     

   หลังจากที่บุกไปเอาชนะสเปอร์สได้ 1-0 ทีมลิเวอร์พูลของกุนซือ เจอร์เก็น คอปป์ มีโปรแกรมนัดต่อไปที่จะเล่นในบ้านรับการมาเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่กัด คู่แค้น มาอย่างยาวนาน ซึ่งนอกจากต้องการชัยชนะเพื่อให้ได้สามคะแนนแล้ว ศักดิ์ศรีก็มีความสำคัญเช่นกัน แม้ว่าอันดับในตารางตอนนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่ 1 และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่อันดับที่ 5 แต่การเจอกันในแต่ละครั้งจะสนุกคู่คี่ตลอด ซึ่งเชื่อว่านัดนี้ก็เช่นกัน โดยผู้เล่นทั้งสองทีมก็น่าจะได้รับบรรบากาศจากแฟนบอลและการโหมโรงของสื่อต่างๆ เพื่อที่จะทำให้นัดนี้มีความหมายมากกว่าการได้ 3 คะแนน เพราะการเอาชนะสามารถที่จะทำให้แฟนบอลได้ทีคุยโวได้เลย โดยลิเวอร์พูลถ้าสามารถเก็บชัยชนะได้ก็จะขยับเข้าใกล้แชมป์มากขึ้น และสร้างสถิติที่ไม่แพ้ใครได้ต่อไป ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าเก็บชัยชนะได้ก็จะสามารถทำคะแนนกดดันเชลซีคู่แข่งแย่งอันดับที่ 4 ได้ต่อไป เรียกว่าผลการแข่งขันนัดนี้จะส่งผลถึงเป้าหมายของทั้งสองทีมในระยะยาวได้เลย